ศึกษา Google Ads ด้วยตัวเองฉบับอัพเดทล่าสุด [2021]

คู่มือ Google Ads

Google Ads คืออะไร


การทำ Google Ads
หรือการลงโฆษณา Google Ads คือ ช่องทางที่คุณสามารถใช้เพื่อโปรโมตธุรกิจช่วยขายผลิตภัณฑ์หรือบริการสร้างการรับรู้และเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ บัญชี Google Ads ได้รับการจัดการทางออนไลน์ดังนั้นคุณสามารถสร้างและเปลี่ยนแปลงแคมเปญโฆษณาได้ตลอดเวลารวมถึงข้อความโฆษณาการตั้งค่าและงบประมาณได้เอง และมีการคิดเงินเมื่อมีคนคลิกโฆษณาเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณแล้วเท่านั้น

สูตร Excel พื้นฐานเพื่อการทำงานที่ง่ายขึ้น

อ่านเพิ่มเติม

ทำไมถึงควรทำ Google Ads

ถึงแม้ว่าการทำ Google Ads มีความซับซ้อนขึ้นทุกปี แต่ก็มีอัตราการใช้งานที่สูงขึ้น เนื่องจาก behaviour ของผู้ใช้งานที่จะมีการค้นหาข้อมูลตลอดเวลา เหตุผลที่ทำให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นทั้งคนทั่วไปหรือบริษัทหรือเจ้าของสินค้าและบริการมีดังนี้

 

  • มี customer intent ที่ชัดเจน – จากสถิติของ Google การค้นหาเกิดขึ้นมากกว่าหลายล้านครั้งในหนึ่งวินาที เนื่องจากผู้คนต้องการหาข้อมูลที่ตัวเองหรือคนรอบข้างสนใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่โฆษณาของเราสามารถแสดงผลให้ผู้ใช้งานเห็นในขณะที่กำลังค้นหาข้อมูลอยู่นั้น เท่ากับว่าเราเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย และทำให้ brand ของเราเป็นที่รู้จัก

  • สามารถวัดผลได้ทันที – ข้อดีของ Google ads คือการวัดผลประสิทธิภาพของโฆษณาได้ทันที ดังนั้นเราสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเพื่อให้โฆษณาของเรานั้นตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด แถมยังมีการวัดผลด้วย Google Analytic บนเว็บไซต์ซึ่งเราสามารถเก็บข้อมูลและรู้จักผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น ทำให้เราสามารถ ปรับแต่งโฆษณาของเราได้ต่อไป

  • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน – ไม่ว่าจะเป็นการระบุสถานที่ (geo location) การระบุกลุ่มคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ของเรามาก่อน (retargeting) หรือแม้กระทั่งการเลือกด้วย เพศและอายุ (demographic) ทำให้เราสามารถแสดงโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และยังทำให้ประหยัดงบประมาณมากขึ้นอีกด้วย

  • การปรับ bid ด้วย machine learning – ตัว Google Ads นั้นมีระบบการบิดแบบ auto หรือการใช้ machine learning เข้ามาช่วยในการทำงาน เราสามารถระบุเป้าหมายที่ต้องการได้ ทำให้เราทำงานน้อยลงและสามารถนำเวลาไปพัฒนาด้านอื่นๆของสินค้าและบริการของเราได้ (เดี๋ยวจะมีบทความเกี่ยวกับการทำ auto bidding ต่อไปครับ)

ช่องทางการทำโฆษณาของ Google Ads


โฆษณา Google Ads สามารถโฆษณาหากลุ่มลูกค้าได้หลายแบบผ่านระบบ google network ซึ่งมีตัวเลือกดังนี้

  1. Search (Search Engine Marketing) คือช่องทางการค้นหาที่เราสามารถแสดงโฆษณาของเราได้เมื่อมีคนค้นหาสินค้าหรือบริการต่างๆ ผ่าน Googlegoogle search
  2. Display (google display network) คือการแสดงโฆษณาแบบ banner ตามเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามตวามสนใจของกลุ่มลูกค้าของเรา (affinity) หรือการเลือกจากสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของเรารีเสิชหาข้อมูลอยู่บ่อยๆ (in-market) เราสามารถ แสดง banner ได้หลายแบบหลายขนาด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับgdn banner spec
  3. Youtube (video marketing) คือ การแสดงโฆษณาด้วยการแทรกเข้าไปใน video ของ youtube ที่กลุ่มเป้าหมายของเรากำลังใช้ youtube อยู่ เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้จากทั้ง affinity และ in-market แบบ google display network แต่เราสามารถเลือก channel ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราได้ด้วย อย่างเช่น ธุรกิจขายประกันรถยนต์ออนไลน์ คนที่จะสนใจประกันรถยนต์ อาจจะมีความชอบเกี่ยวกับรถ เลยอาจจะเคยดู video รีวิวรถบ่อยๆ ทำให้เราสามารถ เลือก channel ใน youtube ที่เกี่ยวกับรถได้ครับ โฆษณา youtube มีทั้งแบบข้ามได้ และ ข้ามไม่ได้ ซึ่งก็จะมีความยาวของ video ที่แตกต่างกันครับyoutube ads spec

     

  4. Shopping Ads คือ การโฆษณาแบบการแสดงสินค้าพร้อมรูปภาพและรายละเอียดของสินค้าบนหน้า Google Search โดยจะแสดงอยู่ส่วนบนสุดหรือด้านขวาของการแสดงผล Google Shopping Ads จะเหมาะกับธุรกิจ e-commerce ที่มีสินค้าเยอะๆ และต้องการที่จะ listing หรือแสดงสินค้าเพื่อให้คนที่กำลังค้นหาสินค้าเหล่านั้นเข้าถึงตัวสินค้าได้ทันที *การจะทำ Google Shopping Ads จะต้องสามารถชำระเงิน online ได้ พร้อมกับมีหน้าที่ระบุการชำระเงินและการ refund หรือนโยบายการคืนสินค้า ให้ชัดเจนนะครับไม่งั้นจะไม่สามารถทำโฆษณาได้ครับgoogle shopping adsขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก support.google.com

Metricที่ควรรู้


โดยพื้นฐานที่สุดการทำ Google Ads  เป็นวิธีการซื้อโฆษณาดิจิทัลแบบจ่ายต่อคลิก (cost per click) บนแพลตฟอร์มเช่น Google Ads ผู้ลงโฆษณาจะจ่ายเฉพาะเมื่อมีผู้คลิกหรือมีส่วนร่วมกับโฆษณาแทนที่จะจ่ายเงินเมื่อมีการแสดงโฆษณาหรือดูบนหน้าเว็บ การทำการตลาดออนไลน์นั้นมีข้อดีคือสามารถวัดผลได้ ซึ่งมีตัวเลขไหนบ้างที่สำคัญและควรรู้ ผมได้ลองสรุปมาให้คร่าวๆตามด้านล่างนี้เลยครับ

  1. ราคาต่อคลิก (CPC) – คือค่าวัดผลสิ่งแรกๆที่คนทำการตลาดทุกคนควรรู้  CPC หมายถึงราคาสูงสุดที่ผู้โฆษณาจะต้องจ่ายให้กับ platform เมื่อมีคนคลิกโฆษณา ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขตามแต่ละ keyword หรือคำที่เราใช้โดยตรง ดังนั้นหมายความว่าเราสามารถประเมินงบประมาณที่เราควรจะใช้ในการทำโฆษณาได้ต่อเดือนโดยมีวิธีการคิดคือ [การนำจำนวนคลิกต่อเดือนของ keyword หรือ campaign นั้น คูณด้วย avg.cpc หรือค่าเฉลี่ยต่อคลิกของ keyword หรือ campaign นั้นๆ ก็จะได้จำนวนงบประมาณที่เราควรจะะใช้ในการทำโฆษณาต่อเดือนครับ
     

    # of clicks / month x avg.cpc = avg. spending

  • Impressions – จำนวนครั้งที่โฆษณาของเราถูกแสดงบน google หรือ search engine
  • Clicks – จำนวนครั้งที่มีคนคลิกโฆษณาของเราโดยสามารถดูได้ในระดับ campaign, adgroup, keyword, และส่วนโฆษณา หรือ text ads ครับ
  • Cost – จำนวนเงินโฆษณาที่เราได้ใช้ไปแล้วในช่วงเวลาที่เรากำหนด
  • CPC (cost per click) – ราคาต่อ 1 คลิกโฆษณา
  • CPM (cost per 1000 impressions) – ราคาต่อการแสดงผล 1000 ครั้งของโฆษณา


ขอบคุณ searchengineland สำหรับข้อมูล

การเลือกเป้าหมายการลงโฆษณา Google Ads


การทำโฆษณา Google Ads เราสามารถเลือกเป้าหมายได้ตามลักษณะของธุรกิจ ซึ่งหลักๆจะมีสามแบบ ดังนี้

  • การเน้นให้คนโทรหาธุรกิจของเรา หรือ Call Only Ad
  • การเน้นให้คนเข้าชมร้านค้าของเราหรือ Store Visit
  • การเพิ่มจำนวนคนที่เข้าชมเว็บไซต์ Website Visit


นอกจากนั้นการเลือกเป้าหมายแล้ว เรายังสามารถกำหนดสถานที่ ได้ว่าจะให้โฆษณาของเราแสดงผลในขอบเขตไหน ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ หรือ เป็นรัศมีเช่น 2 กิโลเมตรอบๆ ดังนั้นทำให้เราสามารถลงโฆษณาเข้าหากลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างแม่นยำ และ ยังประหยัดงบประมาณอีกด้วย

การติดตั้ง conversion บน google ads


เราสามารถวัดผลประสิทธิภาพการทำงานของ Campaign ของเรา จาก Google Ads หรือการติดตั้ง Conversion ที่หน้าเว็บไซต์นั่นเองครับ ซึ่งเป็นสิ่ง นักการตลาดทุกคนควรจะมีข้อมูลนี้ เพราะว่าเราจะได้รู้ว่า การทำการตลาดออนไลน์ของเราได้ผลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับกลยุทธ์ของเราให้เหมาะสมยิ่งขึ้นครับ

โดยหลักๆแล้วการติดตั้งการวัดผลของ Google Ads มักจะทำกับเว็บไซต์ แปลว่า เราจะต้องมีเว็บไซต์ก่อนนะครับ เราถึงจะสามารถวัดผลการทำงานได้ เราจะเริ่มจากการลือกประเภทการวัดผลได้ด้วยการเลือก Conversion Type ดังนี้ครับ

  • Sale Categories – การวัดยอดขาย / การซื้อขาย
  • Lead Categories – การวัดจำนวนคนที่ลงทะเบียน หรือการสมัครสมาชิก รวมไปถึงการ download เอกสาร หรือ e-book
  • More Categories – จำนวนคนเข้าหน้าเว็บไซต์ที่เราสนใจgoogle ads conversion

โดยรูปแบบที่เราเลือกนั้นจะขึ้นอยู่กับ ลักษณะของเว็บไซต์ด้วยนะครับ เช่นถ้าเป็นเว็บ e-commerce เราก็ควรจะเลือก การซื้อขาย มากกว่า การ sign up หรือ lead เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ อาจจะสนใจ จำนวน  Lead ที่ได้จาก Campaign มากกว่าการซื้อขายบนเว็บไซต์ครับ

Conversion Counting 


เราสามารถเลือกการนับ conversion ของ google ads ได้ซึ่งหลักๆจะมีสองแบบ คือการนับแบบทุก conversion หรือ Every และการนับแบบครั้งเดี่ยว หรือ one conversion ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับ

 

  • การนับแบบทุก conversion จะเหมาะกับเว็บไซต์ e-commerce เพราะหนึ่งคน สามารถ ซื้อของได้หลายชิ้น สามารถกลับมาซื้อซ้ำได้ ซื้อสินค้าอื่นได้ ดังนั้นการนับแบบทุก conversion จะตอบโจทย์ลักษณะการใช้งานมากกว่าครับ
  • การนับแบบครั้งเดียว จะเหมาะกับการวัดผลสำหรับเว็บไซต์ที่ควรจะนับจำนวนคนที่ทำ action บนหน้าเว็บเป็นคนๆเท่านั้น เช่นหากนาย A มีการ download เอกสารเดิมจากหน้าเว็บไซต์ไป สามครั้ง ในหนึ่งวัน เราควรจะนับการ download เอกสารของนาย A แค่ครั้งเดียว เพราะตัวเลขจะได้ไม่เยอะเกินไปนั่นเองครับ

Conversion windows


การเลือก conversion window คือระยะเวลาที่เรายังจะนับให้เป็น conversion จาก Google ads อยู่หลังจากที่คนเข้าเว็บไซต์มาด้วย Google Ads ครับ เหตุผลที่เราควรตั้ง conversion window ก็เพราะว่า แต่ละสินค้าและบริการมี รอบการปิดยอดขายไม่เท่ากัน เช่น การสินค้าราคาไม่ถึง 100 บาทเราอาจจะตัดสินใจได้ทันที แต่ถ้าหากเราซื้อสินค้าราคาเป็นล้านเช่น คอนโด หรือ บ้าน เราคงไม่สามารถตัดสินใจได้ภายใน 5 นาทีถูกมั้ยครับ  ดังนั้นการตั้ง conversion window จะเป็นการให้ credit conversion กับ Google Ads ให้ตรงกับลักษณะของธุรกิจมากยิ่งขึ้น

 

สอนลงโฆษณา Google Ads แบบตัวต่อตัว

เรียนแบบตัวต่อตัว เน้นการแก้ปัญหาจริง พร้อมลงมือทำ การสอนตัวต่อตัวสามารถแก้ปัญหา
ได้ทันที พร้อมให้คำปรึกษาการตลาดออนไลน์ฟรี